พญาลิงผู้เสียสละเพื่อฝูง

Monkey-Cartoon-Baby_93

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในป่าหิมพานต์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้มีพญาลิงอยู่ตัวหนึ่งมีพละกำลังเท่าช้างห้าเชือก คอยทำหน้าที่ปกครองดูแลฝูงลิงที่มีอยู่แปดหมื่นตัว โดยลิงฝูงนี้ได้อาศัยผลมะม่วงรสเลิศจากต้นมะม่วงใหญ่ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคากินเป็นอาหาร ซึ่งมะม่วงต้นนี้ได้แผ่กิ่งก้านสาขาออกเป็นวงกว้างแถมออกผลดกทุกกิ่งอีกด้วย โดยแต่ละผลนั้นมีขนาดใหญ่เท่าหม้อ เมื่อผลมะม่วงสุกบ้างก็จะตกลงบนบก บ้างก็ตกลงไปในน้ำ

พญาลิงเมื่อมองผลมะม่วงที่ตกลงไปในน้ำก็คิดถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า จึงได้สั่งให้ลิงทั้งหลายช่วยกันเก็บมะม่วงทั้งผลอ่อนผลแก่จากกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำออกไปยังแม่น้ำกินให้หมด ทว่ามีมะม่วงอยู่ผลหนึ่งซึ่งมีมดแดงทำรังครอบไว้จึงทำให้รอดพ้นสายตาฝูงลิงเหล่านี้ไปได้ จนกระทั่งผลสุกเต็มที่ก็ร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำและไหลไปตามกระแสน้ำนั้น

ซึ่งมะม่วงผลนั้นได้ลอยไปติดเข้ากับตาข่ายกั้นน้ำของพระเจ้าพรหมทัตแห่งเมืองพาราณสี เมื่อพระองค์ทรงกีฬาทางน้ำเสร็จแล้ว หลังจากที่มหาดเล็กมาเก็บตาข่ายก็พบกับผลไม้ผลใหญ่นี้เข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นผลอะไรจึงได้นำไปถวายพระเจ้าพรหมทัต ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตก็ตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ทุกคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคือผลอะไรกันแน่

พระพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้ไปตามตัวพรานป่ามาสอบถาม พรานป่าก็ตอบว่ามันคือผลมะม่วง พระเจ้าพรหมทัตจึงลองเสวยเนื้อมะม่วงผลนี้ก็เกิดติดพระทัยในรสชาติความอร่อยของมะม่วงเป็นอย่างมาก จึงตรัสถามพรานป่าว่า “ต้นมะม่วงที่ให้รสชาติเลิศขนาดนี้อยู่ที่ไหน” พรานป่าจึงกราบทูลว่า “อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์พระเจ้าข้า”

พระเจ้าพรหมทัตพร้อมเหล่าเสนาอำมาตย์และทหารผู้ติดตามได้ล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคาจนพบเข้ากับต้นมะม่วงที่ว่า จึงทรงรับสั่งให้จัดเตรียมที่บรรทมใต้ต้นมะม่วงแล้วเสวยมะม่วงอย่างอิ่มหนำสำราญ โดยมีทหารคอยรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

ในเวลาเที่ยงคืนเมื่อทุกคนหลับกันหมดแล้ว ฝูงลิงก็พากันออกมาเก็บผลมะม่วงกินจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พระเจ้าพรหมทัตได้ยินเสียงก็เกิดสะดุ้งตื่นจากบรรทม เมื่อเห็นเป็นฝูงลิงมากมายกำลังเก็บมะม่วงกินกันก็ทรงกริ้วเป็นอย่างมากสั่งให้พลทหารเตรียมธนูไว้ และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมีแสงพอจะเห็นได้ก็รับสั่งให้ยิงฝูงลิงเหล่านั้นเสีย

ครั้นฝูงลิงเห็นธนูที่รายล้อมต้นมะม่วงดังนั้นก็เกิดความหวาดกลัวรีบไปบอกให้พญาลิงช่วยเหลือ พญาลิงได้ปลอบขวัญเหล่าลิงทั้งหลายแล้วรีบกระโจนไปยังพุ่มไม้ฝั่งตรงข้ามด้วยกำลังมหาศาล ตัดเอาเถาหวายโดยกะความยาวให้สามารถขึงเป็นเส้นทางเดินระหว่างต้นไม้ทั้งสองฝั่งได้ แล้วทำการผู้เถาหวายด้านหนึ่งไว้กับต้นไม้ใหญ่ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกเข้ากับเอวของตน แล้วรีบกระโจนกลับไปยังต้นมะม่วงโดยตั้งใจว่าจะเอาส่วนที่ผูกเอวตนอยู่นั้นผูกเข้ากับกิ่งมะม่วง

ทว่าพญาลิงลืมเผื่อความยาวของเถาหวายในส่วนที่ผูกเอวไว้ทำให้ความยาวไม่พอ จึงต้องใช้มือเหนี่ยวกิ่งมะม่วงและใช้ร่างกายของตนเป็นสะพานทอดไปยังต้นมะม่วงแทน แล้วบอกฝูงลิงว่า “บริวารทั้งหลาย จงเหยียบขึ้นบนหลังของเราแล้วไต่ข้ามไปอีกฝั่งโดยเร็วเถิด”

ฝูงลิงทั้งแปดหมื่นตัวได้ทำความเคารพพร้อมกล่าวขอขมาแด่พญาลิงแล้วไต่ข้ามไปทีละตัว ซึ่งขณะนั้นมีลิงเกเรอยู่ตัวหนึ่งเห็นว่าสบโอกาสเพราะอยากเป็นใหญ่เหนือพญาลิง จึงปีนขึ้นไปยังกิ่งมะม่วงที่สูงที่สุดแล้วกระโดดลงมากระทืบบริเวณหลังตรงหัวใจของพญาลิง ซึ่งแรงนั้นทำให้พญาลิงบอบช้ำสาหัสแต่ก็ยังคงอดทนให้ลิงตัวอื่นๆ สามารถไต่ข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ครั้นพระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็มีรับสั่งให้ทหารไปนำตัวพญาลิงมาดูแลรักษาอาการและจัดที่นอนให้เป็นอย่างดี พร้อมกับตรัสถามพญาลิงว่า “ไยท่านจึงต้องทอดตัวเป็นสะพานให้แก่ฝูงลิง ท่านเป็นอะไรกับพวกมัน แล้วพวกมันเป็นอะไรกับท่าน”

พญาลิงจึงตอบกลับไปว่า “เขาเหล่านั้นคือบริวารของข้า และข้าก็คือหัวหน้าผู้ปกครองดูแลพวกเขา เมื่อพวกเขาตกอยู่ในอันตรายและความเศร้าหมอง ข้าก็ต้องช่วยพวกเขาให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับพระองค์ผู้เป็นราชาก็มีหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยคุณธรรม ให้ประชาชนของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน”

เมื่อกล่าวจบพญาลิงก็สิ้นใจตาย ทำให้พระพรหมทัตเกิดความยกย่องในตัวพญาลิง จึงทรงจัดพิธีศพให้แก่พญาลิงอย่างสมเกียรติเทียบเท่ากษัตริย์ จากนั้นพระองค์ก็ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักคุณธรรมตามโอวาทของพญาลิงตราบจนสิ้นรัชกาล

 

ข้อคิดจากนิทานพื้นบ้าน : หน้าที่อันยิ่งใหญ่ของผู้นำคือการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของเหล่าบริวาร